เริมที่ริมฝีปากมักเริ่มจากอาการเสียวซ่า แสบร้อน หรือคันที่ริมฝีปากและรอบปาก จากนั้นอาจมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ เป็นกลุ่ม แตกเป็นแผล ตกสะเก็ดและค่อย ๆ หาย โรคนี้เกี่ยวข้องกับไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ ตั้งแต่เริ่มมีอาการนำจนแผลหายสนิท ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดทางปากและการใช้ของที่สัมผัสปากร่วมกัน หากรอยโรคใกล้ตา ลุกลาม หรือไม่ดีขึ้น ควรให้แพทย์ตรวจ
สรุปสำคัญ: อาการเสียวซ่าก่อนเกิดตุ่มน้ำเป็นกลุ่มที่ริมฝีปากเป็นเพียงเบาะแส ไม่อาจวินิจฉัยจากภาพถ่ายอย่างเดียว ตั้งแต่มีอาการนำจนหายสนิท ควรหลีกเลี่ยงการจูบและใช้ลิปบาล์มร่วมกัน และล้างมือหลังสัมผัสแผล หากเป็นครั้งแรก เป็นซ้ำ ใกล้ตา หรืออาจสัมผัสทารกแรกเกิด ควรให้แพทย์ประเมิน
เริมที่ริมฝีปากคืออะไร และทำไมจึงกลับมาเป็นซ้ำ?
เริมที่ริมฝีปากเป็นการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์บริเวณปาก มักเกิดที่ขอบริมฝีปากหรือผิวหนังใกล้เคียง หลังการติดเชื้อครั้งแรก ไวรัสอาจแฝงอยู่และกลับมาทำงานอีก บางคนเป็นเพียงครั้งเดียว บางคนเป็นซ้ำ ไม่ได้หมายความว่ารักษาความสะอาดไม่ดี
การป่วย แสงแดด ความเครียด หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจเกี่ยวข้องกับการเป็นซ้ำในบางคน แต่ไม่อธิบายทุกครั้ง หากเป็นที่เดิมบ่อย ๆ ควรจดความถี่และสถานการณ์ก่อนเกิดอาการเพื่อปรึกษาแพทย์
จากอาการเสียวซ่าถึงตกสะเก็ด รอยโรคเปลี่ยนอย่างไร?
บางคนเริ่มด้วยอาการเสียวซ่า แสบร้อน ตึง หรือคันเฉพาะจุด ต่อมามีตุ่มน้ำเล็ก ๆ เป็นกลุ่ม ซึ่งอาจแตกเป็นแผลตื้น แล้วแห้งและตกสะเก็ด ระยะเวลาของแต่ละช่วงต่างกัน การมีสะเก็ดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าหมดความเสี่ยงแพร่เชื้อ
ครั้งแรกอาจมีอาการมากกว่าเดิม รวมถึงเจ็บในปากหรือเหงือกบวม หากรอยโรคใหญ่ เจ็บจนกินอาหารลำบาก แย่ลง หรือประมาณสิบวันแล้วยังไม่เริ่มหาย ควรพบแพทย์
ตุ่มน้ำที่ริมฝีปากทุกชนิดเป็นเริมหรือไม่ ต่างจากแผลในปากอย่างไร?
ไม่เสมอไป ตำแหน่ง อาการเสียวซ่าก่อนหน้า ตุ่มน้ำเป็นกลุ่มหรือแผลเดี่ยว สะเก็ดสีเหลืองน้ำตาล และการเกิดซ้ำที่ใกล้เคียงกันเป็นเบาะแส ตารางนี้ใช้สังเกตเท่านั้น ไม่แทนการตรวจจริง
หากปวดและมีตุ่มน้ำตามแนวเส้นประสาทด้านเดียวของใบหน้า โดยเฉพาะใกล้ตา จมูก หรือหู อ่านเพิ่มเติมเรื่องอาการงูสวัดและสัญญาณเตือน งูสวัดเกิดจากไวรัสอีกชนิดและต้องประเมินต่างกัน
| ภาวะที่อาจเป็น | ตำแหน่งและลักษณะ | จุดที่ควรสังเกต |
|---|---|---|
| เริมริมฝีปาก | ตุ่มน้ำเป็นกลุ่มที่ขอบหรือรอบริมฝีปากหลังเสียวซ่า | อาจแตกและตกสะเก็ด; เป็นซ้ำตำแหน่งใกล้เดิม |
| แผลในปาก | แผลตื้นหนึ่งหรือหลายแห่งด้านในริมฝีปากหรือเยื่อบุช่องปาก | มักไม่มีตุ่มน้ำเป็นกลุ่มด้านนอกริมฝีปาก |
| พุพองจากแบคทีเรีย | ผื่นแดง น้ำเหลือง หรือสะเก็ดเหลืองน้ำตาลรอบปากหรือจมูก | อาจลุกลาม ต้องให้แพทย์แยกโรค |
| มุมปากอักเสบหรือผิวระคายเคือง | มุมปากแตก แดง หรือลอก | อาจเกี่ยวกับความชื้นหรือการระคายเคืองเฉพาะที่ |
| งูสวัด | ปวดด้านเดียวของใบหน้าก่อนเกิดตุ่มน้ำ | อาจตามแนวเส้นประสาท; ใกล้ตา จมูก หูควรตรวจเร็ว |
เริมที่ริมฝีปากแพร่เชื้อช่วงไหน และปกป้องคนในบ้านอย่างไร?

เริ่มระวังการสัมผัสเมื่อมีอาการเสียวซ่าหรืออาการนำอื่น ๆ จนกว่าแผลจะหายสนิท ควรหลีกเลี่ยงการจูบ การสัมผัสใกล้ชิดทางปาก และการใช้ลิปบาล์ม แก้ว ช้อนส้อม หรือผ้าขนหนูร่วมกัน ไวรัสอาจถูกปล่อยออกมาแม้ไม่มีแผลที่เห็นได้ การป้องกันจึงลดความเสี่ยงแต่ไม่รับประกันว่าจะไม่แพร่เชื้อ
อย่าแกะตุ่มน้ำหรือสะเก็ด ล้างมือด้วยสบู่และน้ำหลังสัมผัสหรือดูแลแผล และหลีกเลี่ยงการจับตา ควรระวังเป็นพิเศษไม่ให้แผลสัมผัสทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือเด็กที่เป็นผื่นผิวหนังอักเสบ
ดูแลที่บ้านอย่างไร และจำเป็นต้องรักษาหรือไม่?
ในผู้ใหญ่สุขภาพดี แผลมักค่อย ๆ หาย รักษาความสะอาด เลี่ยงการเสียดสีและแกะเกา เลือกอาหารที่กินได้สบาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ และเลี่ยงของเปรี้ยวหรือเค็มหากทำให้แสบ แสงแดดกระตุ้นการเป็นซ้ำในบางคน จึงอาจพิจารณาปกป้องริมฝีปากจากแดดตามความเหมาะสม
ความจำเป็นของยาต้านไวรัสชนิดทาหรือรับประทานขึ้นกับเวลาที่เริ่มเป็น ความรุนแรง ความถี่การเป็นซ้ำ และสุขภาพโดยรวม บางทางเลือกควรหารือตั้งแต่ระยะแรก ให้แพทย์ประเมินและอย่าทาครีมที่ไม่ทราบชนิดเอง
อาการใดควรพบแพทย์โดยเร็ว?
หากมีแผลใกล้ตาหรือเปลือกตา ปวดตา แพ้แสง หรือการมองเห็นเปลี่ยน ควรพบแพทย์เร็ว แผลลามเร็ว ปวดมาก บวมแดงหรือมีหนองชัด มีไข้ หรือดื่มน้ำไม่ได้ก็ต้องประเมิน
ทารกแรกเกิดที่อาจสัมผัสเชื้อแล้วมีตุ่มน้ำ ไข้ หรือซึมลง ต้องรับการดูแลทันที ผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผื่นผิวหนังอักเสบเป็นบริเวณกว้าง ตั้งครรภ์ เป็นครั้งแรก เป็นซ้ำบ่อย หรือประมาณสิบวันแล้วยังไม่เริ่มหาย ไม่ควรเฝ้าดูอาการเองเท่านั้น
หากไม่แน่ใจสาเหตุของแผลริมฝีปาก ควรไปคลินิกผิวหนังให้แพทย์ตรวจโดยตรง อ่านบทความอื่นในคลังความรู้สุขภาพได้ แต่ข้อมูลออนไลน์ไม่แทนการตรวจ
แพทย์ตรวจยืนยันเริมที่ริมฝีปากอย่างไร?
แพทย์จะถามอาการนำ ลำดับการเกิดแผล ตำแหน่งที่เคยเป็นซ้ำ และประวัติสัมผัส จากนั้นตรวจผิวหนังและช่องปาก รอยโรคแบบชัดเจนอาจวินิจฉัยจากการตรวจได้ หากไม่เหมือนทั่วไป มีอาการมาก หรือผลจะเปลี่ยนการดูแล อาจเก็บตัวอย่างจากตุ่มน้ำใหม่เพื่อตรวจไวรัส
ผลตรวจแอนติบอดีในเลือดเป็นบวกไม่ได้พิสูจน์เสมอว่าแผลริมฝีปากปัจจุบันคือเริม แพทย์จะพิจารณาความจำเป็นของการตรวจตามอาการ
เอกสารอ้างอิงบทความสุขศึกษา
- สมาคมแพทย์ผิวหนังสหรัฐฯ: ภาพรวมเริมริมฝีปาก
- สมาคมแพทย์ผิวหนังสหรัฐฯ: การวินิจฉัยและรักษาเริม
- NHS: เริมที่ริมฝีปาก
- DermNet: เริม
ในผู้ใหญ่สุขภาพดีมักค่อย ๆ หาย แต่ระยะเวลาแตกต่างกัน หากประมาณสิบวันแล้วยังไม่เริ่มหาย ลามหรือปวดมาก ควรพบแพทย์
ตัดสินจากสะเก็ดอย่างเดียวไม่ได้ ตั้งแต่เริ่มเสียวซ่าถึงหายสนิท ควรเลี่ยงจูบและใช้ของที่สัมผัสปากร่วมกัน ล้างมือหลังแตะแผล; แม้ไม่มีแผลก็อาจมีไวรัสออกมา
อาจเป็นแผลในปากหรือสาเหตุอื่น ตำแหน่งและลักษณะเป็นเพียงเบาะแส ควรตรวจหากไม่แน่ใจหรือเป็นซ้ำ
หลีกเลี่ยงเมื่อมีอาการนำหรือแผลกำลังเป็น และอย่าให้แผลสัมผัสผิวทารก หากทารกมีตุ่มน้ำ ไข้ หรือซึมหลังอาจสัมผัส ควรรับการดูแลทันที
บันทึกความถี่ ตำแหน่งและสิ่งกระตุ้น แล้วปรึกษาแพทย์ว่าต้องใช้ยาต้านไวรัสหรือไม่ ไม่ควรใช้ยานานเอง
พบแพทย์เร็ว โดยเฉพาะถ้าปวดตา แพ้แสงหรือมองเห็นเปลี่ยน เพื่อประเมินการติดเชื้อที่ตา
คำแนะนำแพทย์: ตรวจหาสาเหตุของตุ่มน้ำที่ริมฝีปาก
ตุ่มน้ำเป็นกลุ่มหลังอาการเสียวซ่าอาจเป็นเริม แต่แผลในปากและโรคผิวหนังอื่นอาจคล้ายกัน หากเป็นครั้งแรก เป็นซ้ำ ลุกลามหรือใกล้ตา ควรให้แพทย์ผิวหนังตรวจจริง
บทความนี้เป็นข้อมูลสุขศึกษา ไม่ใช่โฆษณา แนะนำ หรือจำหน่ายยาชนิดใดโดยเฉพาะ
ทีมแพทย์ผิวหนัง

Dr. Tseng
