ไฝส่วนใหญ่เป็นเนื้อดี ไม่จำเป็นต้องกังวลไปเสียทุกเม็ด เม็ดที่ควรสังเกตเป็นพิเศษคือเม็ดที่ “หน้าตาไม่เหมือนไฝเม็ดอื่นบนร่างกาย” หรือ “ช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ”
ในไต้หวันและเอเชียยังมีอีกจุดหนึ่งที่ต้องใส่ใจ คือมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมามักพบบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และเล็บ ซึ่งเป็นจุดที่เรามักไม่ได้ก้มดูในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเวลาสำรวจตัวเองจึงไม่ควรดูแค่ใบหน้า แต่ควรพลิกดูฝ่าเท้าด้วย
สรุปประเด็นสำคัญ: ไฝส่วนใหญ่เป็นเนื้อดี สามารถใช้หลัก ABCDE (รูปร่างไม่สมมาตร ขอบไม่เรียบ สีไม่สม่ำเสมอ ขนาดค่อนข้างใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง) ช่วยคัดกรองเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ หากมีจุดสีเข้มขึ้นใหม่ที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือมีเส้นสีดำตามยาวที่เล็บ ควรสังเกตเป็นพิเศษ และถ้าไฝมีเลือดออก เป็นแผลเรื้อรัง โตขึ้น หรือสีเปลี่ยนไป แนะนำให้รีบพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจประเมิน ส่วนจะเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ ต้องอาศัยการตรวจจากแพทย์ และอาจต้องทำการตัดชิ้นเนื้อตรวจเมื่อจำเป็นจึงจะยืนยันได้
ไฝคืออะไร? ไฝแบบไหนที่มักไม่ต้องกังวล?
ไฝเกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีมารวมตัวกันจนกลายเป็นจุดเล็ก ๆ หรือตุ่มนูนเล็ก ๆ หลายคนมีตั้งแต่เด็ก และอาจค่อย ๆ มีเม็ดใหม่เพิ่มขึ้นในช่วงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่
ไฝที่มักวางใจได้จะมีลักษณะร่วมกันคือ รูปร่างกลมหรือรี ขอบชัดเจน สีสม่ำเสมอ และผ่านไปหลายปีก็ยังดูเหมือนเดิม ไฝบางเม็ดอาจนูนขึ้นเล็กน้อยหรือมีขนงอกออกมา ซึ่งลักษณะเหล่านี้เพียงอย่างเดียวไม่ได้แปลว่ามีความผิดปกติ
ส่วนไฝแต่กำเนิดที่มีมาตั้งแต่เกิดและมีขนาดค่อนข้างใหญ่จะเป็นอีกกรณีหนึ่ง ไฝกลุ่มนี้แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลย
วิธีตรวจเช็กไฝด้วยตัวเองตามหลัก ABCDE ทำอย่างไร?
ABCDE เป็นหลักจำที่แพทย์ผิวหนังนิยมใช้ เพื่อช่วยมองหาไฝที่ “อาจต้องให้แพทย์ช่วยดู” ทั้งนี้ ABCDE เป็นเพียงเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค การเข้าข่ายเพียงข้อเดียวไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็ง และการไม่เข้าข่ายเลยก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยทั้งหมด
A: รูปร่างไม่สมมาตร (Asymmetry)
ลองลากเส้นแบ่งครึ่งตรงกลางเม็ดไฝ หากรูปทรงทั้งสองฝั่งต่างกันมาก ถือเป็นสัญญาณเตือนอย่างหนึ่ง
B: ขอบไม่เรียบ (Border)
ขอบดูฟุ้งกระจาย หยักคล้ายฟันเลื่อย หรือมีด้านใดด้านหนึ่งเบลอจนแยกขอบเขตจากผิวหนังรอบ ๆ ได้ไม่ชัดเจน
C: สีไม่สม่ำเสมอ (Color)
ในไฝเม็ดเดียวกันมีหลายสีปนกัน เช่น น้ำตาลเข้ม ดำ เทา แดง น้ำเงิน หรือขาว ยิ่งมีสีปนกันมากยิ่งควรสังเกต ในทางกลับกัน ไฝที่มีสีเข้มสม่ำเสมอทั้งเม็ดมักพบได้บ่อยในไฝเนื้อดี
D: ขนาดค่อนข้างใหญ่ (Diameter)
เกณฑ์อ้างอิงที่นิยมใช้กันทั่วไปคือเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 6 มิลลิเมตร หรือพอ ๆ กับขนาดยางลบที่ปลายดินสอ อย่างไรก็ตาม มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาระยะเริ่มต้นอาจมีขนาดเล็กกว่านี้ได้ ดังนั้นข้อ D จึงเป็นเพียงหนึ่งในข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น
E: มีการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง (Evolving)
แพทย์จำนวนมากให้ความสำคัญกับข้อนี้เป็นพิเศษ หากไฝโตขึ้น นูนขึ้น สีเปลี่ยนไปภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน หรือเริ่มมีอาการคัน เจ็บ ลอกเป็นขุย หรือมีเลือดออก อาการเหล่านี้มีความสำคัญในการประเมินมากกว่าการดูขนาดเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ยังมีหลัก “ลูกเป็ดขี้เหร่” คือหากมีไฝเม็ดใดที่ดูแตกต่างจากไฝเม็ดอื่น ๆ บนร่างกายอย่างชัดเจน แม้ลักษณะตามหลัก ABCDE จะยังไม่เด่นชัด ก็ควรให้แพทย์ช่วยตรวจดู
ไฝที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และเล็บ ต้องระวังเป็นพิเศษไหม?

ต้องระวังเป็นพิเศษ ในกลุ่มคนเอเชีย มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาสัดส่วนไม่น้อยพบเป็นเมลาโนมาชนิดที่ปลายมือปลายเท้า (acral melanoma) ได้แก่ บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า เล็บมือ และเล็บเท้า ซึ่งเป็นจุดที่ไม่ค่อยได้สังเกต และมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นรอยฟกช้ำ หนังด้านหรือตาปลาจากการเสียดสี หรือเชื้อราที่เล็บ ทำให้มาพบแพทย์ช้า
ฝ่าเท้าและฝ่ามือ
หากมีจุดสีเข้มเกิดขึ้นใหม่ รูปร่างไม่สม่ำเสมอ สีเข้มอ่อนไม่เท่ากัน หรือเป็นปื้นที่ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น แนะนำให้ตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ บริเวณส้นเท้าและจมูกเท้าที่ต้องรับน้ำหนักเวลาเดิน ก็เป็นจุดที่ควรพลิกดูเช่นกัน
เล็บมือและเล็บเท้า
หากมีเส้นสีดำตามยาวที่เล็บหรือเส้นสีน้ำตาลตามยาว หลายกรณีเป็นเพียงการสร้างเม็ดสีที่ไม่อันตราย โดยเฉพาะเมื่อพบที่เล็บหลายนิ้วพร้อมกัน ลักษณะที่ควรสังเกตเป็นพิเศษคือ พบเพียงเล็บเดียว เส้นขยายกว้างขึ้นเรื่อย ๆ หรือสีไม่สม่ำเสมอ เม็ดสีลามไปยังผิวหนังรอบขอบเล็บ หรือเพิ่งปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันในวัยผู้ใหญ่ โดยเฉพาะนิ้วหัวแม่มือและนิ้วหัวแม่เท้าเป็นจุดที่ควรสังเกตให้ดี
แยกรอยช้ำใต้เล็บกับมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาอย่างไร?
รอยเลือดออกใต้เล็บจากการกระแทก มักจะค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกไปข้างหน้าตามการยาวของเล็บ และถูกตัดออกไปในที่สุด หากผ่านไปหลายเดือนแล้วรอยสียังอยู่ที่เดิมไม่ขยับ หรือจำไม่ได้เลยว่าเคยเดินชนหรือถูกกระแทก แนะนำให้พบแพทย์เพื่อตรวจดู
ไฝเนื้อดี ไฝที่ควรติดตาม และรอยโรคที่น่าสงสัย ต่างกันอย่างไร?
ตารางด้านล่างนี้มีไว้เพื่อช่วยตัดสินใจว่า “ควรไปพบแพทย์หรือยัง” ไม่ได้มีไว้เพื่อวินิจฉัยโรคด้วยตัวเอง
| หัวข้อเปรียบเทียบ | ไฝที่มักเป็นเนื้อดี | แนะนำให้ติดตามสม่ำเสมอ | แนะนำให้รีบพบแพทย์ |
|---|---|---|---|
| รูปร่าง | กลมหรือรี สมมาตร | ไม่สม่ำเสมอเล็กน้อย | ไม่สมมาตรอย่างชัดเจน |
| ขอบ | ชัดเจน เรียบเนียน | เบลอเล็กน้อยบางส่วน | หยักคล้ายฟันเลื่อย ฟุ้งกระจาย แยกขอบเขตไม่ชัด |
| สี | สีเดียว สม่ำเสมอ | มีสองสีที่ใกล้เคียงกัน | มีหลายสีปนกัน หรือมีสีแดง ขาว น้ำเงินเทา |
| ขนาด | ส่วนใหญ่ค่อนข้างเล็ก | ประมาณ 6 มิลลิเมตรขึ้นลง | ขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง |
| การเปลี่ยนแปลง | ไม่เปลี่ยนมาหลายปี | ไม่แน่ใจว่าเปลี่ยนหรือไม่ | เปลี่ยนแปลงชัดเจนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ถึงไม่กี่เดือน |
| อาการ | ไม่มี | ระคายเคืองจากการเสียดสีเป็นครั้งคราว | คัน เจ็บ มีเลือดออก เป็นแผลหายยาก |
| ตำแหน่ง | บริเวณทั่วไป | ไฝแต่กำเนิดขนาดใหญ่ หรือมีไฝจำนวนมาก | เม็ดสีขึ้นใหม่ที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือเล็บเพียงนิ้วเดียว |
ใครบ้างที่ควรตรวจเช็กผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ?
หากมีลักษณะดังต่อไปนี้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ว่าควรตรวจติดตามทุกกี่เดือนหรือกี่ปีจึงจะเหมาะสม:
- มีไฝตามร่างกายจำนวนมากเป็นพิเศษ หรือมีไฝบางเม็ดที่รูปร่างและสีดูผิดไปจากปกติ
- มีไฝแต่กำเนิดที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่
- มีคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา หรือตนเองเคยมีประวัติเป็นมะเร็งผิวหนังมาก่อน
- ผิวขาว ผิวไหม้แดดง่าย หรือในวัยหนุ่มสาวเคยตากแดดจนผิวลอกบ่อย ๆ
- มีภูมิคุ้มกันต่ำจากโรคประจำตัวหรือการใช้ยา
แม้จะไม่ได้อยู่ในกลุ่มเหล่านี้ ก็ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องดูเลย การคอยสังเกตระหว่างอาบน้ำตามปกติ แล้วค่อยไปพบแพทย์เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลง ถือเป็นวิธีที่ทำได้จริงในชีวิตประจำวัน
ตรวจเช็กไฝด้วยตัวเองที่บ้านอย่างไรให้แม่นยำขึ้น?

ลองหาเวลาที่แสงสว่างเพียงพอเดือนละครั้ง ยืนหน้ากระจกบานใหญ่ แล้วใช้กระจกบานเล็กช่วยส่องดูแผ่นหลัง หนังศีรษะ และฝ่าเท้า หรือให้คนในครอบครัวช่วยดูในจุดที่มองไม่เห็น
เทคนิคที่ได้ผลคือการถ่ายภาพเก็บไว้ โดยวางไม้บรรทัดไว้ข้างไฝเม็ดที่สงสัยแล้วถ่ายภาพร่วมกัน ครั้งต่อไปให้ถ่ายด้วยมุมเดิมและสภาพแสงเดิม การนำภาพมาเทียบกันจะเชื่อถือได้มากกว่าการใช้ความจำเพียงอย่างเดียว
การป้องกันแสงแดดก็เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเช่นกัน การหลีกเลี่ยงช่วงแดดจัดตอนกลางวัน การสวมหมวก กางร่ม สวมเสื้อแขนยาวเนื้อบาง ร่วมกับการทาครีมกันแดด จะช่วยลดความเสียหายสะสมของผิวหนังจากรังสียูวีได้ อย่างไรก็ตาม เมลาโนมาชนิดที่ปลายมือปลายเท้า (acral melanoma) มีความสัมพันธ์กับแสงแดดไม่ชัดเจนนัก บริเวณเหล่านี้จึงยังต้องอาศัยการหมั่นสังเกตเป็นประจำ
การจี้ไฝออกช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังได้ไหม?
ไม่แนะนำให้ใช้วิธี “จี้ออกไปก่อน” เพื่อหวังผลในการป้องกัน หากไฝเม็ดนั้นมีความผิดปกติซ่อนอยู่ การใช้แต้มกรดหรือเลเซอร์อาจทำให้กำจัดออกได้ไม่หมด เหลือเซลล์ตกค้าง และเสียโอกาสในการส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งกลับทำให้การประเมินในภายหลังทำได้ยากขึ้น
หากต้องการเอาไฝออกเพื่อความสวยงาม แนะนำให้แพทย์ตรวจดูลักษณะของไฝก่อน เมื่อมั่นใจว่าไม่มีข้อสงสัยเรื่องเนื้อร้ายแล้วจึงค่อยปรึกษาแนวทางในการเอาออก สำหรับวิธีการดูแลและข้อควรระวังที่เกี่ยวข้อง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่แนวทางการรักษาไฝและจุดด่างดำ
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง และแพทย์จะตรวจอย่างไร?
หากพบอาการดังต่อไปนี้ แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ ไม่ควรรอให้หายเอง:
- ไฝโตขึ้น นูนขึ้น หรือสีเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในระยะเวลาสั้น ๆ
- ไฝมีเลือดออก ตกสะเก็ด หรือเป็นแผลเรื้อรังติดต่อกันหลายสัปดาห์แล้วยังไม่หาย
- มีจุดสีเข้มรูปร่างไม่สม่ำเสมอเกิดขึ้นใหม่ที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้า
- มีเส้นสีดำตามยาวที่เล็บเพียงนิ้วเดียวที่ขยายกว้างขึ้น สีไม่สม่ำเสมอ หรือมีเม็ดสีลามไปยังผิวหนังรอบขอบเล็บ
- มีไฝเม็ดหนึ่งที่หน้าตาแตกต่างจากไฝเม็ดอื่น ๆ บนร่างกายทั้งหมด
เมื่อเข้าพบแพทย์ โดยทั่วไปแพทย์จะซักประวัติก่อนว่าไฝเม็ดนี้มีมานานแค่ไหน มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ จากนั้นจะใช้การส่องกล้องตรวจผิวหนัง (dermoscopy) เพื่อขยายดูการเรียงตัวของเม็ดสี หากดูแล้วไม่มีความผิดปกติ อาจแนะนำให้ตรวจติดตามเป็นระยะ แต่หากมีข้อสงสัย แพทย์จะแนะนำให้ทำการตัดชิ้นเนื้อตรวจเพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาต่อไป
การตัดชิ้นเนื้อตรวจอาจฟังดูน่ากลัว แต่ส่วนใหญ่เป็นหัตถการขนาดเล็กภายใต้การฉีดยาชาเฉพาะที่ ระหว่างรอผลตรวจไม่จำเป็นต้องกังวลไปล่วงหน้า รอให้ผลพยาธิวิทยาออกมาก่อนแล้วค่อยวางแผนขั้นตอนต่อไปร่วมกับแพทย์ หากต้องการศึกษาข้อมูลบริการตรวจรักษาเบื้องต้น สามารถดูรายละเอียดได้ที่แผนกโรคผิวหนัง คลินิกรุ่ยอัน
คำถามที่พบบ่อย
ไฝขึ้นใหม่เรื่อย ๆ เป็นเรื่องปกติไหม?
การมีไฝเม็ดใหม่ทยอยขึ้นในช่วงก่อนและหลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย สิ่งที่ควรสังเกตเป็นพิเศษคือไฝที่เพิ่งขึ้นหลังวัยกลางคน มีหน้าตาแตกต่างจากไฝเม็ดอื่น หรือมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ไฝลักษณะนี้แนะนำให้แพทย์ช่วยตรวจดู
ไฝที่มีขนขึ้นแปลว่าปลอดภัยกว่าจริงไหม?
ไฝที่มีขนงอกออกมาส่วนใหญ่มักเป็นเนื้อดี แต่การมีขนไม่สามารถใช้เป็นเกณฑ์ตัดความเสี่ยงออกได้ทั้งหมด สิ่งสำคัญยังคงเป็นการสังเกตว่ามีการเปลี่ยนแปลงตามหลัก ABCDE หรือไม่
ไฝมีอาการคัน แปลว่ากำลังจะกลายเป็นเนื้อร้ายใช่ไหม?
อาการคันเป็นครั้งคราวอาจเกิดจากผิวแห้งหรือการเสียดสีกับเสื้อผ้าได้ แต่หากคันอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับมีขนาดโตขึ้น มีเลือดออก หรือสีเปลี่ยนไป แนะนำให้รีบไปพบแพทย์
มีเส้นสีดำตามยาวที่เล็บ แปลว่าเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาเสมอไปไหม?
ไม่เสมอไป หลายกรณีเป็นการสร้างเม็ดสีที่ไม่อันตราย แต่หากพบเพียงเล็บเดียว เส้นขยายกว้างขึ้น สีไม่สม่ำเสมอ หรือลามไปยังผิวหนังข้างเล็บ แนะนำให้พบแพทย์ผิวหนังเพื่อรับการส่องกล้องตรวจผิวหนัง (dermoscopy)
ไฝที่อยากเอาออก สามารถจี้ออกได้เลยไหม?
แนะนำให้แพทย์ประเมินลักษณะของไฝก่อนตัดสินใจ หากเป็นไฝที่มีข้อสงสัย ควรตรวจยืนยันชนิดของไฝเป็นอันดับแรก แทนที่จะจี้ออกโดยตรง
เอกสารอ้างอิงบทความสุขศึกษา
- American Academy of Dermatology: What to look for — ABCDEs of melanoma
- American Academy of Dermatology: How to perform a skin self-exam
- American Cancer Society: Signs and Symptoms of Melanoma Skin Cancer
- NHS: Melanoma skin cancer
- DermNet: Acral lentiginous melanoma
- DermNet: Melanocytic naevus
คำแนะนำจากแพทย์: ไม่ต้องกังวลกับไฝทุกเม็ด แต่เม็ดที่เปลี่ยนไปควรให้แพทย์ดู
ไฝส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องทำอะไร แต่เม็ดที่ “ช่วงนี้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ” หรือ “หน้าตาไม่เหมือนไฝเม็ดอื่น” เป็นเม็ดที่ควรให้แพทย์ช่วยตรวจดู การตรวจสอบชนิดของไฝให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจย่อมปลอดภัยกว่าการไปจี้ออกเองหรือใช้น้ำยาแต้มเอง โดยเฉพาะเม็ดสีที่เกิดขึ้นใหม่บริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และเล็บเพียงนิ้วเดียวไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ หากพบว่าไฝโตขึ้น สีเปลี่ยน มีเลือดออก หรือเป็นแผลเรื้อรัง สามารถมาพบแพทย์ผิวหนังที่คลินิกรุ่ยอันเพื่อตรวจด้วยกล้องส่องผิวหนัง (dermoscopy) และตัดชิ้นเนื้อตรวจเพิ่มเติมเมื่อจำเป็น
บทความนี้เป็นข้อมูลสุขศึกษาเกี่ยวกับโรค ไม่ใช่โฆษณายา และไม่ได้แนะนำหรือจำหน่ายยาใดโดยเฉพาะ เนื้อหาไม่สามารถแทนการตรวจโดยแพทย์ได้ การวินิจฉัย การตรวจ และการรักษาจริงต้องให้แพทย์ประเมินด้วยตนเองตามสภาพของแต่ละบุคคล
ทีมแพทย์ผิวหนัง

Dr. Tseng
